การดูดไขมัน  วิธีการลดความหย่อนคล้อยทั่วร่างกายแบบปลอดภัยที่สุด

0
377

ดูดไขมัน

การดูดไขมัน เป็นวิธีการศัลยกรรมความงามประเภทหนึ่ง ที่กระทำโดยตรงต่อชั้นของไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนัง  ซึ่งวิธีการนี้  ไม่ใช่การลดความอ้วน เป็นเพียงแค่วิธีการกำจัดไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ตามชั้นผิวหนัง ออกจากร่างกายนั่นเอง การดูดไขมันจึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกระชับรูปร่าง  หลังจากที่เราลดความอ้วนแล้ว  ซึ่งยังมีบางส่วนในร่างกายที่ดูไม่สวยงาม  ไม่กระชับ  เราจึงทำการกระชับรูปร่างด้วยการดูดไขมัน  เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบมากขึ้น

วิธีการดูดไขมันมักจะเลือกใช้เฉพาะในจุดที่เป็นปัญหาเช่น  บริเวณท้อง, ต้นขา, สะโพก, คอ, คาง, ต้นแขน  และท้องแขน  , น่องและด้านหลังน่อง เป็นต้น  ซึ่งในส่วนนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการกำจัดเซลลูไลซ์ในร่างกาย  และหลังจากทำเสร็จ  ผู้เข้ารับการรักษา  จำเป็นที่จะต้องดูแลร่างกาย  ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมการกินอาหารให้ถูกสัดส่วน  ไขมันที่เหลืออยู่ภายในก็จะถูกนำออกมาใช้เป็นพลังงานจนหมด  และจะไม่กลับมาสะสมอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม  ถ้าหากเราปล่อยปละละเลย  อีกไม่นานไขมันที่เหลืออยู่ในร่างกายก็จะก่อตัวขึ้นใหม่  และจะขยายขนาดใหญ่ขึ้น  กลับมาสะสมในร่างกายเหมือนเดิม

นอกจากนี้ยังมีการจำกัดของปริมาณไขมันที่ดูดออกจากร่างกายได้ของแต่ละคน  เพื่อความปลอดภัย  และไม่มีผลกระทบใดใดต่อร่างกาย    ดังนั้นมันอาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้เข้ารับการรักษา  เนื่องจากคาดหวังว่าจะกำจัดไขมันส่วนเกินได้ 100 % ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อชีวิตของคนไข้มากจนเกินไป  ฉะนั้นแพทย์ที่ทำการรักษา  จะแนะนำให้ผู้เข้ารับการรักษาใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง  หลังจากที่ทำการดูดไขมันออกมาแล้ว  และปรารถนาที่จะลาขาดจากไขมันเหล่านั้นแบบถาวร

คำแนะนำสำหรับผู้ที่จะเข้ารับการดูดไขมัน  หากกำลังใช้ยาแอสไพรินและยาแก้อักเสบทุกชนิด  ควรหยุดรับประทานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการทำการรักษา  ผู้หญิงอาจต้องหยุดใช้ยาคุมกำเนิดในระหว่างรอการรักษา ผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจาง ควรเสริมธาตุเหล็กในช่วงรอการรักษา

ขั้นตอนในการดูดไขมัน

ใช้เวลาประมาณ 1-4 ชั่วโมง ซึ่งจะต้องมีการใช้ยาชาทั่วทั้งตัว  และอาจใช้ยาชาเฉพาะที่ในกรณีที่พื้นที่ในการดูดไขมันมีขนาดเล็กมาก  เพื่อระงับอาการเจ็บปวดในระหว่างการทำ  

เทคนิคในการดูดไขมันมีหลายแบบ ซึ่งให้ผลการรักษาที่ต่างกันดังนี้

-การดูดไขมันแบบ Tumescent  เป็นการฉีดน้ำเกลือจำนวนมากพร้อมยาชาเฉพาะที่ (lidocaine) เพื่อทำการละลายชะล้างไขมันใต้ผิวหนัง  ในบริเวณที่ต้องการ  และยาที่ทำให้ระบบเลือดและหัวใจทำงานได้ดีขึ้น  (epinephrine) หายใจสะดวกขึ้น  ป้องกันการช็อกระหว่างทำการรักษา  จากนั้นก็จะทำการดูดไขมันออกด้วยเครื่องเฉพาะ  ไขมันในชั้นผิวหนัง  จะไหลผ่านท่อขนาดเล็กออกจากร่างกาย  วิธีการเป็นวิธีที่ใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน   

-การดูดไขมันที่แห้ง  วิธีการนี้จะไม่มีการฉีดน้ำเกลือ  หรือสารใดใด  ไขมันจะถูกดึงออกมาจากร่างกายโดยตรงด้วยเครื่องดูด  วิธีนี้ใช้ไม่ค่อยในปัจจุบัน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะมีรอยฟกช้ำและมีเลือดออกได้ง่าย  และค่อนข้างอันตราย 

-การดูดไขมันด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์ (UAL)  วิธีการนี้  ใช้ประโยชน์จากคลื่นอัลตราซาวนด์ ที่สั่นสะเทือนทำให้ไขมันละลายและทำลายผนังของเซลล์ไขมัน  จนกระทั่งไขมันกลายเป็น อิมัลชัน  และถูกดูดออกจากร่างกายแบบง่ายดาย เป็นวิธีที่นิยมใช้กับบริเวณหน้าอกและ หลังอก  

-การดูดไขมันด้วยพลังงานกล (Power-assisted liposuction: PAS)หรือที่เรียกว่าการดูดไขมันแบบพาวเวอร์ (PAS)ซึ่งจะใช้เครื่องcannula เคลื่อนที่ไปมาบริเวณที่ต้องการดูดไขมันอย่างรวดเร็ว  แรงสั่นสะเทือน  บวกกับน้ำเกลือที่ฉีดเข้าไปช่วยให้สามารถดึงไขมันใต้ชั้นผิวหนังได้ง่ายขึ้น

-การดูดไขมันด้วยเลเซอร์ Laser Lipolysis (LAL) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการทำ tumescent พร้อมด้วยการใช้พลังงานความร้อนจากแสงเลเซอร์  ทำให้ไขมันหลุดและถูกดูดออกมาอย่างง่ายดาย ไม่ทำร้ายชั้นผิวหนัง  และไม่มีการบาดเจ็บ  

หลังจากเสร็จสิ้นขบวนการดูดไขมัน  ศัลยแพทย์อาจปล่อยให้แผลเปิดออก  เพื่อให้ของเหลว  ไขมันส่วนเกินและเลือดไหลออกจากร่างกายได้สะดวกขึ้น  และหลังจากนั้นก็เป็นกระบวนการรักษาแผล  ซึ่งจะหายเป็นปกติอย่างรวดเร็ว  หลังผ่าตัด คนไข้จะยังรู้สึกชา แต่หลังจากยาชาหมดฤทธิ์ก็อาจมีอาการปวดบ้าง  หมอจะสั่งจ่ายยาแก้ปวด  และยาแก้อักเสบ

คนที่จะใช้วิธีการดูดไขมันเพื่อการกระชับรูปร่างได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ต้องมีอายุเกิน 18 ปี  และมีสุขภาพที่ดี   เป็นผู้ที่มีการไหลเวียนเลือดในระดับที่ปกติ  ไม่เป็นโรค หลอดเลือดหัวใจ , โรคเบาหวาน  หรือระบบภูมิคุ้มกันไม่ดี นอกจากนี้คนที่ผิวขาดความยืดหยุ่นอาจจะทำให้เกิดลักษณะของผิวฝ่อ  และจบลงที่ความหย่อนคล้อยกว่าที่ควรจะเป็น  ฉะนั้นอาจต้องใช้กระบวนการในการกระชับกล้ามเนื้อและรูปร่างรูปแบบอื่นร่วมด้วยจึงจะได้ผลดียิ่งขึ้น  

นอกจากการดูดไขมันจะช่วยให้รูปร่างกระชับ  สมส่วนขึ้นแล้ว  เรายังได้ประโยชนทบางประการจากกระบวนการเหล่านี้เช่น รักษาอาการLymphedema  หรือภาวะของเหลวส่วนเกินสะสมเรื้อรัง ของเหลวส่วนเกินนี้เรียกว่า lymph ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการบวมน้ำตามร่างกาย  โดยเฉพาะบริเวณ แขนและขา  การดูดไขมันจะช่วยลดอาการบวมได้  แต่อาจมีการปวดเล็กน้อยหลังจากทำเสร็จ   ช่วยรักษาอาการ Gynecomastia  หรือช่วยลดการสะสมของไขมันทั่วร่างกาย  การดูดไขมันตรงจุดใดจุดหนึ่ง  จะส่งผลให้ไขมันในส่วนอื่นๆเกิดการเปลี่ยนแปลง 

และกระจายตัวใหม่ ทำให้ไมมันในส่วนที่ไม่ได้ดูดออก  กระจายตัวไปอยู่ในส่วนอื่นๆ  ละสามารถกำจัดออกได้ง่ายขึ้น  ด้วยการออกกำลังกายหรือกระบวนการอื่นๆ  

นอกจากนี้ในกรณีของคนอ้วนที่ลดน้ำหนักได้เยอะๆ  จำเป็นต้องจัดการกับไขมันสะสมในร่างกาย  เพื่อให้เกิดความสมดุลภายในที่ดี  การดูดไขมันจะช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลได้เร็วขึ้น  และไม่ทำให้เกิดอันตรายกับร่างกาย

ขอบคุณข้อมูลจาก https://amprohealth.com/beauty-surgery/liposuction/

เรียบเรียงโดย besuzy